Warning: sprintf(): Too few arguments in /home/customer/www/jakfree.com/public_html/wp-content/themes/covernews-pro/lib/breadcrumb-trail/inc/breadcrumbs.php on line 254

เจาะลึก ศาสนา ไสยศาสตร์ เรื่องเดียวกันไหม รวมกันได้หรือไม่ ?

เจาะลึก ศาสนา ไสยศาสตร์ เรื่องเดียวกันไหม รวมกันได้หรือไม่ ?

เรื่องราวของ ศาสนา ไสยศาสตร์ 2 สิ่งที่มีความผสมปนกันอยู่ สำหรับสังคมไทยจนบางทีก็แยกไม่ออก ว่าความเชื่อบางอย่างมาจากส่วนไหนของพีธีกรรมในวัฒนธรรรม ระหว่างเรื่องศาสนาและไสยศาสตร์ ซึ่งหากกล่าวถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องในศาสนาจะอิงจากไสยศาสตร์ และมีจุดตรงกลางที่ยืดหยุ่นกัน ทำให้ในชีวิตของคนไทยคุ้นชินประเพณี จนบางครั้งก็สามารถมองเป็นเรื่องเดียวกันได้ แต่หากอยากทราบว่าความเกี่ยวข้อง Jakfree.com จะมาไขข้อสงสัยให้ในวันนี้

ความแตกต่าง ศาสนา ไสยศาสตร์ แบ่งออกจากันได้จาก ?

ศาสนาเป็นเหมือนหนังสือคัมภีร์ เพื่อการใช้ชีวิตสู่เป้าหมายที่สงบสุข การหลุดพ้นไม่ยึดติดกับสิ่งใด โดยเชื่อว่าความว่างเปล่าคือความสุขที่แท้จริง โดยมีวิธีฝึกเพื่อเข้าถึงเรื่องทุกข์และสุขมากมาย รวมถึงการทำให้จิตใจให้สงบอย่างการนั่งสมาธิ,เดินจงกลมเป็นต้น ที่สำคัญคือต้องใช้การปฏิบัติต่อเนื่อง ให้ตัวเองเคยชินกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้น หากมีเรื่องเศร้าและผิดหวัง ก็จะสามารถรับมือได้เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ

ไสยศาสตร์ขาวดำ ศาสนา

ไสยศาสตร์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกลับ และยังไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงปัจจุบัน โดยกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือทฤษฎีที่หาคำตอบกันเอง และบอกต่อถึงความเชื่อเหล่านั้นว่ามีอยุ่จริงๆ เช่น ภัยธรรมชาติ การรักษาโรค เล่นของทำเสน่ห์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากความเชื่อก็มี การสักยันต์ การบนบาน ให้โชคดี-ให้พ้นเคราะห์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องความรู้สึก ที่ทำให้สุขได้ทางใจแต่ไม่มีสิ่งใดรับรองได้ รวมถึงการพิสูจน์ที่ไม่มีเป็นหลักฐานในทางวิทยาศาสตร์ ซี่งหากแบ่งไสยศาสตร์ออกจะแบ่งได้ 2 ทางใหญ่คือ

  • ไสยศาสตร์สายขาว เป็นการส่งเสริมในเรื่องดี เมตตามหาเสน่ห์คอยทำให้คนรอบข้างรักใคร่ ป้องกันภัยอันตรายทำให้เดินทางไปไปลอดภัย ค้าขายร่ำรวยช่วยเรื่องการค้าการขาย คงกระพันไม่มีสิ่งใดเข้ามาทำร้ายร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นถูกโจมตีด้วยร่างกายหรืออาวุธ เป็นต้น
  • ไสยศาสตร์สายดำ หรือ มนต์ดำ จะเป็นเรื่องราวในทางไม่คีอยดีที่เป้นเดรฉานวิชา เช่น การสาปแช่ง ปล่อยของ ทำให้เกิดการสูญเสียที่เจ้าของไม่ได้ต้องการ เรื่องราวแบบนี้เกิดในทุกยุคสมัย ซึ่งแม้ในปัจจุบันยังคงมีเรื่องราวเกี่ยวกับวิชามนต์ดำ ออกทีวีและเล่ากันปากต่อปากในเหตุการณ์ต่างๆ

ซึ่งเมื่อแยกเรื่องราวของศาสนาออกจากไสยศาสตร์ ก็จะดูเป็นคนละเรื่องคนละเรื่อง เพราะเหมือนคนละขั้นที่ไม่อาจเข้ามาหากัน โดยเรื่องราวของทางไสยศาสตร์มักมีเรื่องมาจากความโลภ หรือความเห้นแก่ตัวในช่วงเวลาสั้นๆ ในการอยากได้หรืออยากทำอะไรที่ต้องการ โดยไม่คำนึงผลที่จะตามมาหลังจากนั้น โดยทางแก้ของเหล่านี้ก็ดันมีอยู่ในด้านคำสอนของศาสนา เช่นการมีสติและรู้ปัจจุบันขณะ ว่าตัวเองทำอะไรต้องมีสติไม่ตกเป็นเหงื่อของสิ่งยั่วยุนั่นเอง

แทงหวย ศาสนา ไสยศาสตร์

โดยแก่นหลักคำสอนพระธรรม เน้นไปที่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคำสอนแบบใดก็ตาม เพื่อพาผู้ที่ศรัทธาและทำกิจวัตรฝึกตนบ่อยๆ จะได้เข้าใกล้ความสงบเข้าไปเรื่อยๆ แต่สำหรับเรื่องความเชื่อพลังเหนือะรรมชาติ ที่สามารถช่วยทำให้บันดาลผลที่ต้องการได้ ก็จะมีคนที่หลงไปงมงายเพื่อต้องการผลประโยชน์ให้ตัวเอง ตั้งแต่ระดับเบาๆอย่างการพกเครื่องราง เพื่อต้องการโชคลาภจากการแทงหวย ไปจนถึงเรื่องราวใหญ่โตอย่างการเสกตะปูเข้าท้อง เพื่อปองร้ายซึ่งไม่เป็นเรื่องที่สร้างสรรค์เลย

พระพุทธรูป ศาสนา ไสยศาสตร์

เมื่อมาดูให้ละเอียดสำหรับศาสนา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนหลายพันปี และไม่มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาปะปน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เข้ามาที่หลัง การเข้ามาหลอมรวมก็เริ่มเป็นรุปแบบใหม่ขึ้นมา เช่นพระพุทธองค์ไม่เคยให้สร้างรูปปั้นแทนตัวเอง (พระพุทธรูป) แต่ในยุคที่ศาวนาเดินทางไปสู่ดินแดนกรีกโบราณ ก็มีการสร้างและส่งต่อให้ดินแดนอื่นๆเริ่มทำตาม เวลาล่วงเลยมาก้มีการสร้างเป็นเหรียญพระเพื่อการพกพาที่สะดวกขึ้น เพื่อไว้ระลึกถึงพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์

เครื่องรางของขลัง าสนา ไสยศาสตร์

แต่อย่างว่าเมื่อถึงตอนนี้หลายท่านก็ใส่พระ หรือพกเครื่องรางของขลังต่างๆ ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ทีได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว แต่เป้นเพื่อป้องกันภัย ค้าขาย โชคลาภ หรือแม้แต่การกลัวผี ซึ่งไม่ว่าจะช่วยได้จริงหรือไม่ก็ไม่ผิด ถ้าแต่ละคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หมั่นปฏิบัติธรรมตามคำสอนสังคมก้จะสงบสุข ส่วนเรื่องโชคดีหรือโชคร้ายก็ให้เป็นเรื่องของกรรมเก่า ยิ้มรับกับทุกปัญหาและยินดีกับทุกความสุข เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วสำหรับคนที่สงสัย ศาสนากับไสยศาสตร์จะไปด้วยกันได้ไหม

ศาสนา ไสยศาสตร์ ไม่ได้แค่มีคำถามแค่พุทธ แต่สำหรับศาสนาในประเทศอื่นๆ ก็มีการถูกกลมกลืนไปกับประเพณีท้องถิ่น หากตั้งอยู่ที่ความพอดีก็ไม่ปัญหาเกิดขึ้น แต่หากฝั่งใดมีภาษีมากเกินไป จะกลายเป็นคำถามให้ถกเถียงกัน และเมื่อมีคน 2 ความวุ่นวายก็จะเกิดเรื่องแน่นอน ตามที่ได้ร่ายมาทั้งหมดประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า ทั้ง 2 คาวามเชื่อเป้นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่ทั้งความเชื่อที่ไม่เหมือนกันสามารถอยู่ด้วยกันได้ ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่จะส่งให้กับผู้คนและสังคม รวมถึงความดีที่ส่งต่อและความสงบทางใจที่มั่นคง

Leave a Reply

Your email address will not be published.